“ทับเบิก”แดนแห่งภูหนาวที่มีดาวเกลื่อนดิน
ทิวทัศน์แห่งทะเลภูเขาเมื่อมองลงไปจากจุดชมวิวน้ำเพียงดิน
      สมัยก่อน ใครที่จะเดินทางขึ้นไปยังเทือกเขาเพชรบูรณ์ แถบพื้นที่จังหวัด พิษณุโลก เพชรบูรณ์ นั้น พวกเจ้าหน้าที่ที่นำทางขึ้นไปมักจะพูดกันว่า “ให้เอาแต่ข้าวขึ้นไปก็พอแล้ว ส่วน‘กับ'นั้นไปหาเอาข้างหน้า”
      
       หากใครได้ฟังแล้วไม่เก็ทมุขก็จะนึกว่า “กับ”ที่ว่านี้คือ“กับข้าว” แต่ว่าจริงๆแล้ว ไอ้เจ้า“กับ”ที่พวกเจ้าหน้าที่เอ่ยถึงนั้นมันคือ“กับระเบิด”ต่างหาก ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นอย่างที่หลายๆคนรู้กันอยู่แล้วว่า ดินแดนแถบนั้นหากย้อนหลังไปประมาณ 30 ปีที่ผ่านมานับเป็นพื้นที่สีชมพู ที่อบอวลไปด้วยรังสีแห่งการต่อสู้ของผู้ที่มีแนวคิดทางการเมืองแตกต่างกัน
      
       บริเวณเทือกเขาเพชรบูรณ์ จึงเป็นดังดินแดนต้องห้ามสำหรับคนทั่วไป
      
       มาในยุคที่รัฐบาลใช้นโยบายการเมืองนำการทหาร
      
       ดินแดนต้องห้ามก็แปรเปลี่ยนเป็นดินแดนท่องเที่ยวที่สำคัญของเมืองไทย เนื่องจากมากมายไปด้วยแหล่งท่องเที่ยวอันสวยงาม จนหลายๆคนยกให้ดินแดนแถบนั้นเป็นดัง“สวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย”
      
       เส้นทางหมายเลข 12 ,203 และ 2331 ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในเส้นทางสายโรแมนติกของเมืองไทย
      
       ชื่อของ ภูหินร่องกล้า ทุ่งแสลงหลวง น้ำหนาว และเขาค้อ ถือเป็นหนึ่งในหลายของสถานที่ท่องเที่ยวอันดับต้นๆยามลมหนาวมาเยือน
      
แสง สี ของไฟในเมืองหล่มสัก หล่มเก่า เขาค้อ เมื่อมองจากจุดชมวิวทับเบิกลงมาจะดูคล้ายกับว่ามีดาวอยู่เกลื่อนดิน
      สำหรับเราเองก็เช่นกัน แม้ว่าจะไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้ในดินแดนสวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย
       แต่ว่ากับดินแดนแถบนั้นเราก็คุ้นเคยกันมาพอตัว ตั้งแต่สมัยเรียนมหา'ลัย ที่ตัวเองกับเพื่อนๆมักจะชวนสาวๆไปโบกรถในเส้นทางแถบนั้น พอมาทำงานแทนที่จะเพลากับดินแดนสวิสเซอร์แลนด์เมืองไทย แต่กลายเป็นว่า เรากลับต้องแวะเวียนไปในเส้นทางเหล่านั้นบ่อยขึ้น
      
       เรียกว่าตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ในบริเวณนั้นไม่ว่าจะเป็น ภูหินร่องกล้า ทุ่งแสลงหลวง น้ำหนาว และเขาค้อ “เที่ยวรอบทิศ”ไปตะลุยมาเกือบหมดแล้ว
      
       ล่าสุดเมื่อวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทางททท.ภาคเหนือเขต 3 พิษณุโลก และสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวเพชรบูรณ์ก็ได้เชิญชวนให้ไปเปิดโลกท่องเที่ยวในดินแดนแถบนั้นอีกครั้ง
      
       ตอนแรกที่ได้ยินเราก็รู้สึกว่า กับดินแดนแถบนี้ ไปเที่ยวในห้วงเวลานี้ อย่างดีก็ทำได้เพียงแค่เก็บกลิ่นอายความหนาวเย็นมาฝากเพื่อนๆ และแฟนานุแฟนคุณผู้อ่าน
      
       แต่ที่ไหนได้ พอทางทีมงานบอกมาว่า ในทริปนี้เราจะขึ้นไปตะลุยยัง “ภูทับเบิก” จุดสูงสุดแห่งเทือกเขาเพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นดัง “ดินแดนแห่งความหนาว ที่มีดาวเกลื่อนดิน”
      
       ได้ยินแค่นี้เราก็รู้สึกว่า ทริปนี้คงไม่ใช่มีเพียงแค่กลิ่นอายของความหนาวเสียแล้วสิ
      
       เพราะว่าหลายๆเรื่องที่ได้ยิน ล้วนแต่มีความน่าสนใจไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นชื่อภูทับเบิก ที่ถือว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่มากสำหรับตัว “เที่ยวรอบทิศ”
      
       เท่านั้นยังไม่พอ ไอ้คำว่า “ดินแดนแห่งความหนาว ที่มีดาวเกลื่อนดิน” นี่มันเป็นยังไงนะ...มันจะคล้ายกับสโลแกน “ตาดูดาว เท้าติดดิน” ของทั่นนายกฯ ซีอีโอ หรือเปล่าหนอ ว่าแล้วจะรอช้าอยู่ใย เรารีบตอบตกลง พร้อมกับร่วมทริปเดินทางไปในทันที
      
       ..............................................
      
ที่จุดชมวิวภูทับเบิกยามเย็นจะสามารถมองเห็นพระอาทิตย์ลับเหลี่ยมผาได้อย่างชัดเจน
      การเดินทางของ “เที่ยวรอบทิศ” และเพื่อนร่วมทริปกว่า 30 ชีวิต ด้วยรถโค้ชคันโก้เริ่มขึ้นในเช้าตรู่ของวันที่มีลมหนาวโชยมาบางๆ
      
       เราหลับๆตื่นๆ มาฟื้นอีกทีก็ที่สี่แยกบ้านน้ำชุน อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ ซึ่งทางผู้จัดพามาไหว้สักการะอนุสรณ์สถาน “พ่อขุนผาเมือง” อดีตกษัตริย์ที่ชาวเพชรบูรณ์นับถือ เพื่อความเป็นสิริมงคล ก่อนที่เคลื่อนย้ายตัวเองจากรถโค้ชคันโก้ไปสู่รถ 2 แถวลมโชย เพื่อเดินทางสู่ยอดภูทับเบิกที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้านทับเบิก ซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวม้ง แห่ง ต.วังตาล อ.หล่มเก่า
      
       เหตุที่เราต้องเปลี่ยนรถก็เพราะ ถนนหนทางที่ขึ้นสู่ภูทับเบิกนั้นค่อนข้างแคบแถมยังลดเลี้ยวเคี้ยวโค้ง ขึ้นเขาลงเขา รถโค้ชขึ้นไม่ได้ รถ 2 แถวพื้นบ้านนี่แหละดีที่สุด
      
       แต่ถึงกระนั้นในระยะทางประมาณ 40 กม. เราก็ใช้เวลาปาเข้าไปร่วมชั่วโมงกว่าๆ ก่อนที่จะไปแวะยังจุดชมวิวน้ำเพียงดิน ซึ่งบนจุดนี้เมื่อมองลงไปจะเห็น “ภูตาดฟ้า”หนึ่งในสัญลักษณ์ทางธรรมชาติของจังหวัดเพชรบูรณ์ที่ยื่นแหลม โดดเด่นขึ้นมาจากทะเลภูเขาอันกว้างไกลของเทือกเพชรบูรณ์ แลดูสวยงามน่ามอง
      
       แต่ว่าในความสวยงามที่มองจากจุดชมวิวน้ำเพียงดินลงไป ก็นับเป็นความงามที่เจือปนไปด้วยความเจ็บปวด เพราะทางแอ่งขวามือของภูตาดฟ้านั้น คือ “หมู่บ้านน้ำก้อ” ที่เมื่อ 2 ปี ที่แล้วโดนน้ำท่วมอย่างหนัก สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อชุมชนในแถบนั้น
      
ไร่กะหล่ำอันกว้างไกลที่นับเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจบนยอดภูทับเบิก
      เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะ ทะเลภูเขาที่เราเห็นเหล่านั้นเป็นทะเลภูเขาหัวโกร๋น ที่มีแต่หญ้าขึ้นทั่วไป ส่วนต้นไม้ใหญ่นั้นมีขึ้นหรอมแหรมเท่านั้น เมื่อฝนตกลงมาหนักๆ ภูเขาไม่มีต้นไม้คอยดูด คอบซับน้ำ
       น้ำป่าก็จะไหลหลากลงไปท่วมบ้านเรือนที่เป็นที่ราบในเขตอำเภอแถบนั้นจนราบพนาสูรย์
      
       เมื่อในความสวยงามแฝงไว้ด้วยความเจ็บปวด ในข่าวร้ายก็มีข่าวดีที่ทางจังหวัดเพชรบูรณ์ได้ร่วมมือกับทางกรมอุทยานฯแห่งชาติประกาศจัดตั้งพื้นที่แถบนั้นเป็นอุทยานฯเขาค้อ ห้ามคนเข้าไปบุกรุกแผ้วถางป่า พร้อมๆกับการระดมพลปลูกป่าทดแทนพื้นที่ป่าที่เสียไปอย่างเร่งด่วน ซึ่งเราก็ได้แต่หวังว่าอีกประมาณ 10 ปีข้างหน้านี้ ทะเลภูเขาในแถบนี้จะไม่ใช่ภูเขาหัวโกร๋น โล่งเตียนอย่างในทุกวันนี้...
      
       แสงตะวันยามเย็นเริ่มอ่อนแสงลงเรื่อยๆ ในขณะที่รถ 2 แถวลมโชย พาเราค่อยๆแล่นไต่ไปบนถนนที่ลาดชันคดเคี้ยวสู่ภูทับเบิก
      
       เมื่อมาถึงยังภูทับเบิกแห่งบ้านทับเบิก เราก็รับรู้ได้ทันทีถึงคำว่า “ดินแดนแห่งความหนาว” เพราะอากาศบนนั้นอากาศหนาวเย็นเอาการ ซึ่งอากาศที่นี่ไม่ใช่แค่หนาวเย็นแค่ในช่วงหน้าหนาวเท่านั้น แต่ว่าจะหนาวเย็นตลอดทั้งปี เนื่องจากเป็นดินแดนที่อยู่ในร่องลมเย็นจากเทือกเขาหิมาลัย โดยเฉพาะที่จุดชมวิวภูทับเบิกจะหนาวเย็นยะเยือกเป็นพิเศษ เนื่องจากบนนั้นเป็นลานโล่ง มีลมโกรกตลอดเวลา แถมยังเป็นจุดสูงสุดของจังหวัดเพชรบูรณ์ที่มีความสูงถึง 1,768 เมตรจากระดับน้ำทะเล มีรึที่บนนั้นจะไม่หนาว
      
ยามเช้าในตลาดบ้านทับเบิกจะมีชาวม้งนำพืชผักผลไม้พื้นเมืองออกมาวางขายอยู่ทั่วไป
      แต่ว่าหากใครได้ไปยืนอยู่ ณ จุด นั้นอย่างกับที่“เที่ยวรอบทิศ” ขึ้นไปก็จะรู้ว่ามันช่างคุ้มค่าต่อการฝ่าความหนาวขึ้นไปบนนั้นนัก เนื่องจากว่าบริเวณนั้นด้านหนึ่งเป็นไร่กะหล่ำอันกว้างไกลของชาวม้ง ที่ในช่วงหนาวนี้ดอกกะหล่ำออกกลีบบานแฉ่งดูงามตาน่ามอง
      
       ส่วนอีกด้านหนึ่งหากมองไปด้านบนจะเป็นจุดชมพระอาทิตย์ลับเหลี่ยมผา แต่ถ้ามองลงไปเบื้องล่างก็จะเห็นความสวยงามอันกว้างไกลของขุนเขาน้อยใหญ่ โดยมีพื้นที่ของอำเภอหล่มสัก หล่มเก่า เขาค้อ ขึ้นแทรกอยู่
      
       และเมื่อพอแสงสุดท้ายของวันพ้นไปบ้านเรือนในพื้นที่เหล่านั้นต่างก็พากันเปิดไฟทำให้เมื่อมองลงไปจากเบื้องบนเห็นแสงไฟระยิบระยับ ดูคล้ายกับกับดวงดาวที่ดารดาษเต็ม
      
       เรียกได้ว่ามีดาวเกลื่อนทั้งบนฟ้าและบนดิน
      
       ค่ำคืนนั้นเราจึงเลือกที่จะปักหลักกางเต็นท์นอนท่ามกลางบรรยากาศแห่งคืนหนาวที่มีดาวเต็มฟ้า เกลื่อนดิน แถวๆจุดชมวิวบนยอดภูทับเบิกนั่นเอง ซึ่งแถวนั้นก็มีไฟฟ้าและห้องน้ำห้องท่าใช้สะดวกสบาย แต่ใครเล่าจะอาบน้ำได้ลงเพราะมันหนาวออกอย่างนั้น...
      
       ...เช้าวันใหม่...
      
       “เที่ยวรอบทิศ” ตื่นขึ้นมาแต่เช้าเพื่อรอชมพระอาทิตย์ขึ้น ณ จุดชมวิว พร้อมเดินชมไร่กะหล่ำสุดลูกหูลูกตา ที่เพื่อนร่วมทริปเราหลายคนชอบอกชอบใจเดินชักภาพกันเป็นแถว
      
       สำหรับไร่กะหล่ำในแถบนี้เราคงไม่ต้องพูดถึงการตัดไร่ถางป่าแล้ว เพราะทุกอย่างมันผ่านพ้นไปแล้ว แต่ ณ วันนี้เราควรที่จะหันมาพูดถึงการที่จะทำอย่างไรให้ชาวม้งแถวนั้น ไม่ถ่างป่าเพิ่ม และทำการปลูกกะหล่ำแบบปลอดสารพิษ 100 % กันดีกว่า
      
จุดรับน้ำฟ้ากลางหาวที่สำนักสงฆ์บ้านทับเบิก
      ในช่วงสายของวัน หลังจากที่เก็บสัมภาระเรียบร้อยแล้ว เราก็เข้าไปดูวิถีชีวิตของชาวม้งในหมู่บ้านทับเบิก
       ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าชาวม้งที่นี่พัฒนาไปไกลมาก บางคนไปไกลถึงการเป็นม้งผมทองด้วยการทำไฮไลท์
      
       แต่กระนั้นภาพวิถีชีวิตแบบม้งเดิมๆก็ยังคงมีให้เห็นอยู่เมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นภาพเด็กรวมกลุ่มกันเล่นลูกข่งที่ทำจากไม้ ภาพตลาดชุมชนเล็กๆที่ยามเช้าคึกคักไปด้วยชาวม้งที่ออกมาจับจ่ายตลาดโดยสินค้าหลักก็คือพืช ผัก จากไร่ เขา แถวนั้น
      
       หลังจากเพลิดเพลินกับวิถีชีวิตแบบเดิมๆของชาวม้งที่ยังหลงเหลืออยู่ในบางส่วน เราก็ได้เวลาอำลาจากจากภูทับเบิก โดยก่อนกลับลงจากภูทับเบิก เราแวะไปยังสำนักสงฆ์บ้านทับเบิก เพื่อดูจุดรับน้ำฟ้ากลางหาว(น้ำค้าง) ซึ่งทางจังหวัดเพชรบูรณ์ได้นำไปรวมเป็นน้ำเพชรถวายเป็นน้ำพระพุทธมนต์ศักดิ์สิทธิ์ ในวโรกาสที่ในหลวงมีพระชนมายุครบ 6 รอบ ในวันที่ 5 ธ.ค. 2542
      
       แล้วบทส่งท้ายทริปก็มาถึงเมื่อ “เที่ยวรอบทิศ”กราบอำลาพระที่สำนักสงฆ์ทับเบิก ก่อนเดินทางลงจากภูทับเบิกสู่พื้นราบ โดยใครเล่าจะคาดคิดว่าในเส้นทางท่องเที่ยวเดิมๆที่ดูแสนจะคุ้นเคย กลับปรากฏสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ ที่มากมายเรื่องราวใหม่ๆให้ค้นหา ซึ่งนี่แหละถือเป็นเสน่ห์ของการท่องเที่ยวที่ให้เราได้พบกับสิ่งแปลกๆใหม่ๆเสมอ
      
      * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
      
       ภูทับเบิก ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านทับเบิก ต.วังบาล อ.หล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ สามารถไปได้โดย จากเพชรบูรณ์ใช้ทางหลวงหมายเลข 21 ขับไปประมาณ 40 กม. ถึง 4 แยกหล่มสัก ให้ตรงไปใช้ทางหลวงหมายเลข 203 ผ่าน อ.หล่มสัก ไปจนถึง อ.หล่มเก่า ประมาณ 17 กม. จากนั้นเลี้ยวซ้ายไปใช้ทางหลวงหมายเลข 2011 และทางหลวงหมายเลข 2331 อีกประมาณ 40 กม. ก็จะถึงยังบ้านทับเบิก
      
       สำหรับที่พักบนภูทับเบิกนั้นมีที่กางเต็นท์อยู่ 3 จุด มีบ้านพัก 2 หลังที่ศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขาฯ พักได้เต็มที่ประมาณ 50 คน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวเพชรบูรณ์ 0-5674-8650-1 ททท. ภาคเหนือเขต 3 โทร.0-5525-2742-3
 
 
 
 
สำนักงานเทศบาลเมืองเพชรบูรณ์ เลขที่ 26 ถนนเกษมราษฎร์ อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ 67000
หมายเลขโทรศัพท์ 056-711007 , 711013 , 711447 , 721676 , 712668 , 748734-6 โทรสาร 056 - 711475 - 105