"ป้อมปราการ-กำแพงเมืองเพชรบูรณ์" คุณค่าทางประวัติศาสตร์ที่ถูกลืม

 
..... คนรุ่นใหม่และเยาวชนรุ่นต่อๆไป จะมีสักกี่คนเล่าที่สนใจประวัติศาสตร์ รู้ความเป็นมาของเมืองเพชรบูรณ์ เนื่องเพราะสภาพสังคมปัจจุบันมีความเจริญรุดหน้าอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีล้ำหน้าและทันสมัย ผุดขึ้นราวดอกเห็ด พลิกผันสภาพจิตใจให้ล้มหลงต่อความเจริญของวัตถุค่านิยมเหล่านี้ และลืมคุณค่าทางประวัติศาตร์ไปอย่างสิ้นเชิง

...... อีกเช่นกันในกรณีนี้ หากคนรุ่นหลังไม่สานต่อ คุณค่าอันมากยิ่งคุณูปการทางประวัติศาสตร์ดังว่านี้ โอกาสที่จะสาบสูญลงเลือนหายไปย่อมมีสูง

..... ป้อมปราการ, กำแพงเมืองเพชรบูรณ์ และประตูชุมพล หรือประตูเมือง มีความเป็นมาเช่นไร? คงต้องอ้างตามหลักฐานที่ระบุว่า เพชรบูรณ์เป็นเมืองโบราณ สร้างขึ้นใน 2 ยุค แต่สร้างในที่เดียวกันคนละสมัย แบ่งระหว่างสมัยแรกอยู่ในยุคสุโขทัย สมัย 2 อยู่ในยุคกรุงศรีอยุธยา การสร้างเมืองยุคแรกสิ่งที่บ่งชัดคือ พระเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ ที่วัดมหาธาตุ

..... การสร้างเมืองยุคที่ 2 อยู่ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ตรงกับสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เนื่องจากมีป้อมปราการและกำแพงก่อด้วยอิฐปนศิลา แต่ร่นให้เมืองเล็กกว่า ซึ่งยุคนั้นพม่ากำลังเรืองอำนาจ กรุงศรีฯกำลังระส่ำ ด้วยเหตุนี้ พ่อขุนผาเมือง พิจารณาเห็นว่าพม่าคงจะใช้อำนาจทางสงคราม มาสร้างความเดือนร้อนให้แก่เมืองเพชรบูรณ์ จึงสร้างป้อมปราการกำแพงเมือง และประตูเมืองขึ้น นัยว่าเป็นการ "ล้อมคอกก่อนวัวหาย"

...... สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงกล่าวถึงการสร้างเมืองเพชรบูรณ์ทั้ง 2 ยุค ใจความดังนี้ "ตัวเมืองเพชรบูรณ์ เป็นเมืองที่มีป้อมปราการสร้างมาแต่โบราณ เห็นได้ว่าตั้งเป็นเมืองหน้าด่าน โดยเลือกที่ชัยภูมิตรงแนวภูเขาเข้ามาใกล้กับลำน้ำป่าสักทางเดินทัพ แคบกว่าแห่งอื่น ตั้งเมืองสะกัดทรงน้ำปราการทั้งสองฟาก เอาน้ำป่าสักไว้กลางเมือง เช่น พิษณุโลก สังเกตตามรอยที่ยังปรากฏเห็นได้ว่า สร้างเป็น 2 ครั้ง ครั้งแรกสร้างในสมัยกรุงสุโขทัย แนวปราการขนาดยาวด้านละ 20 เส้น เดิมเป็นแต่ถมดินปัก เสาระเนียดข้างบน มาสร้างใหม่ในที่อันเดียวกันกับเมืองสมัยกรุงศรีอยุธยาอีกครั้งหนึ่งร่นแนวเข้ามา แต่ทำปราการถือด้วยหินและมีป้อมรายรอบ สำหรับสู้ข้าศึกจะยกมาแต่ลานช้าง"

.... จากพระราชดำรัสของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ระบุถึงสภาพกำแพงเมืองเพชรบูรณ์ ประกอบด้วยป้อมปราการและแนวกำแพงเมืองที่สร้างขึ้นสมัยสุโขทัย ลักษณะแนวกำแพงในสมัยนี้ สร้างขึ้นโดยถมดิน เสาระเนียดข้างบน สมัยหลังต่อมานั้นสร้างขึ้นในสมัยอยุธยา ทำปราการก่อด้วยหินและมีป้อมรายรอบ ในปัจจุบันสภาพของอิฐเก่า ที่ปรากฎอยู่แถวถนนหลักเมือง สายหน้าวัดโพธิ์เย็น และป้อมประตูเมือง อยู่ตรงริมถนนสายเพชรรัตน์ ทางไปวัดไตรภูมิ คือร่องรอยการสร้างเมืองในยุดที่ 2 สมัยกรุงศรีอยุธยานั่นเอง

.... การสร้างกำแพงเมืองสมัย 2 นี้ ก่อด้วยอิฐปนศิลาตลอดแนวกำแพง ด้านทิศตะวันออก ทิศตะวันตก ยาวเท่ากันประมาณ 400 เมตร และทิศใต้ยาว 600 เมตร โดยก่อนการสร้างกำแพง มีการขุดคูเมือง แล้วสร้างคันดินกำแพงเมืองล้อมรอบ พร้อมกันนี้มีการสร้างป้อมปราการทั้ง 4 ด้าน และประตูชุมพล หรือประตูเมืองขึ้น

..... จากหลักฐานในปัจจุบันที่ให้เห็นอยู่ จึงพอสันนิษฐานได้ค่อนข้างชัดเจนว่า ป้อมปราการทั้ง 4 แห่งอยู่จุดใดบ้าง โดยป้อมและแนวกำแพงเมืองให้เห็นมาก ป้อมปราการที่ 3 อยู่ในละแวกบ้านเช่าข้างฟาร์มจระเข้ ถนนสนามชัย ป้อมจุดนี้มีชื่อเรียกกันว่า "ป้อมสนามชัย" ซึ่งมีอิฐเก่าก่อเป็นชั้นให้เห็นอยู่เช่นกัน แต่ต้องสังเกตุจริงๆ เนื่องจากมีวัชพืชขึ้นปกคลุมจนแทบมองไม่เห็น ส่วนป้อมปราการที่ 4 คือศาลเจ้าแม่หลังวัดพระแก้ว ตามหลักฐานเชื่อว่ามีการเจาะกำแพง ทำถนนตัดผ่านเรียกว่า "ซอยหลักเมือง" ในปัจจุบันลักษณะถนนยังคงสภาพให้เห็น หากแต่มีการปรับปรุงไปตามความเจริญของบ้านเมือง โดยทุกวันนี้ป้อมปราการที่ 4 จะมีแม่น้ำป่าสักไหลผ่าน นั่นเพราะในสมัยนั้น แม่น้ำป่าสักเปลี่ยนทิศทางการไหล โดยกระแสน้ำจะเจาะกำแพงเมืองจนพินาศและไม่สามารถซ่อมแซมได้ จึงกลายเป็น "เมืองอกแตก" ไปโดยปริยาย

....... "แต่เดิมสัษฐานว่าแม่น้ำไม่ได้ไหลทางนี้ โดยไหลผ่านทางหลังโรงเรียนวิทยานุกุลนารี อ้อมมาข้างโรงเรยนโฆษิตวิทยา (เก่า) แล้วผ่านหน้าศาลากลางจังหวัดในปัจจุบัน ดังนั้นแม่น้ำจะไม่ผ่านกลางเมือง จนทะลุออกตรงศาลเจ้าแม่ ทำให้ป้อมปราการ และกำแพงเมืองพังไป กลายเป็นเมืองที่แม่น้ำผ่ากลางเมือง" นายวิศัลย์ โฆษิตานนท์ นายกเทศมนตรีเมืองเพชรบูรณ์ ผู้ค้นคว้า และศึกษาประวัติศาสตร์ความเป็นมาของเมืองเพชรบุรณ์ กล่าวสันนิษฐาน การไหลของแม่น้ำอันเป็นเหตุให้กำแพงเมืองส่วนหนึ่งถูกกระแสน้ำตัดขาด

ที่มา : ฤทธิพงษ์ อำพัน / หนังสือพิมพ์เพชรบูรณ์โพสต์

 
 
สำนักงานเทศบาลเมืองเพชรบูรณ์ เลขที่ 26 ถนนเกษมราษฎร์ อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ 67000
หมายเลขโทรศัพท์ 056-711007 , 711013 , 711447 , 721676 , 712668 , 748734-6 โทรสาร 056 - 711475 - 105